คนตาบอดกบความสามารถที่คนอื่นมองข้าม
ครั้งแรกที่ผมได้ไปเป็นอาสาสมัครสอนคนตาบอดกับ bookbar ที่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นในช่วงเวลานั้น แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ คนตาบอด กับ สิ่งแวดล้อมของคนตาบอดซึ่งส่วนหลังจะยกไปไว้ในบทความถัดไป
1. คนตาบอด (ปัจจัยภายใน หากพิจารณาคนตาบอดเป็นระบบหรือประเด็นหลัก)
ตรงนี้ความคิดของผมเริ่มมาจากการเขียนบทความนี้กับการนึกคิดความรู้สึกที่ ได้จากสรรพนามที่แทนบุคคล สมมติว่ามีน้องคนหนึ่งกำลังสอนน้องที่ตาบอดผมจะเขียนบรรยายถึงน้องคนที่สอน กับน้องคนที่เรียนอย่างไรให้สื่อถึงสองอย่างได้แก่ คนสอนกับคนเรียน และคนทั้งสองมีสถานภาพทางร่างกายแตกต่างกัน ผมนึกไม่ออกนอกจากระบุคำว่า ตาบอด ให้กับผู้เรียน ถึงจะนึกออกแต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่สรรพนามหรือการนิยามสรรพนามนั้นของสังคม ที่มีต่อพวกเขา มันดูมีความเหลื่อมล้ำของสังคมตั้งแต่การนิยามแล้ว ซึ่งในทางปฎิบัติจะเป็นจริงหรือไม่ที่คนตาบอดจะด้อยกว่าคนปกติ คำตอบคือเป็นจริง ไม่ใช่เพราะเป็นจริงหลังจากลงมือปฏิบัติ แต่มันเป็นจริงตั้งแต่ก่อนลงมือเพราะความรู้สึกของสังคมกำหนดให้เป็นเช่น นั้น นั่นคือการปิดโอกาสให้คนตาบอด ให้อยู่ในกรอบของการขอรับความช่วยเหลือเพียงด้านเดียว คำถามคือแล้วทราบได้อย่างไรว่าคนตาบอดเหนือกว่าคนปกติ ผมคงไม่กล้าตอบอย่างชัดเจน แต่สามารถอธิบายถึงความน่าจะเป็นดังกล่าวจากการที่ได้สนทนากับน้องสาวของผม หลังจากกลับจากการสอนคนตาบอดว่า พวกเขาจะรู้ไหมว่าตัวเขารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร หรือแม้แต่มนุษย์มีภาพลักษณ์อย่างไร ต่อให้ประสาทสัมผัสอย่างอื่นสร้างจินตนาการแก่สมองได้มากแค่ไหน ก็ไม่เท่ากับรับรู้ด้วยการเห็นจริง ไม่ได้หมายความว่าการมองเห็นเป็นการสร้างการรับรู้ต่อสมองที่ถูกต้องกว่าแบบ อื่น แต่ไม่มีประสาทสัมผัสอื่นใดสามารถแทนที่การรับรู้จากประสาทสัมผัสหนึ่งที่ ขาดหายไปได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นข้อดีอย่างหนึ่งของผู้พิการทางประสาทการรับรู้ คือความสามารถหรือประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป แต่นั่นเป็นประเด็นทางกายภาพ สิ่งที่ผมสนใจคือประเด็นทางจินตภาพ ซึ่งผมประมาณว่าควรจะมีมากกว่าคนที่มองเห็นเป็นปกติ ด้วยความคิดสองประเด็นคือ อย่างแรกความที่มองไม่เห็นเป็นแรงผลักดันความพยายามต่อสิ่งที่อยากรู้อยาก เห็นมากขึ้น การที่มีประสาทเพื่อการรับรู้หรือช่องทางการนำเข้าข้อมูลที่มาก เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สมองต้องประมวลมากขึ้นหากมองที่จำนวนข้อมูลเป็น ปัจจัยหลัก แต่นั่นไม่ได้แสดงว่าสมองจะต้องประมวลผลมากกว่าคนที่มีประสาทเพื่อการรับรู้ หรือช่องทางการนำเข้าข้อมูลที่น้อยกว่าหากเราเพิ่มปัจจัยเรื่องความชัดเจน ของข้อมูลที่นำเข้า หมายความว่าผู้พิการอวัยวะทางการรับรู้จะได้ข้อมูลเข้าสู่สมองโดยรวมคลุม เครือกว่าคนปกติ คนตาบอดจึงน่าจะใช้สมองในการสร้างจินตนาการเพื่อตีความข้อมูลที่ได้รับ มากกว่าปกตินั่นเอง เปรียบเทียบได้กับชาวยิวที่มีมันสมองปรารถเปรื่อง เพราะพวกเขาเป็นเชื้อชาติที่ถูกเข่นฆ่า ไม่มีแผ่นดินอาศัย ความไม่มั่นคงในเผ่าพันธุ์นี่เองที่เป็นจุดวิกฤตให้ชาวยิวต้องคิดหาหนทางทุก รูปแบบเพื่อการอยู่รอด เป็นไปได้ไหมที่สิ่งเหล่านี้เป็นตัวช่วยให้เกิดวิวัฒนาการเล็กๆ จนมีผลต่อระดับพันธุกรรมของชนชาติ อย่างน้อยก็ต้องส่งผลต่อพฤติกรรมและวัฒนธรรม ประเด็นที่สองคือ สามัญสำนึกของเรามองว่าการมีข้อมูลมากจะให้โอกาสในการสร้างสรรค์งานสิ่ง หนึ่งได้มากหรือง่ายขึ้น แต่ถ้ามองกลับกัน หากข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งเป็นตัวทำให้เกิดข้อจำกัด ก็จะเกิดข้อจำกัดกับระบบโดยรวม ซึ่งแน่นอนว่าความสามารถในการรับรู้ (Perception) จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์มีขีดจำกัด สิ่งที่ไม่มีขีดจำกัดคือสมองต่างหาก ขีดจำกัดจากประสาทสัมผัสที่มีต่อสมองในที่นี้ไม่ใช่การระบุถึงความแม่นยำใน สิ่งที่มนุษย์นิยามขึ้น เพราะนั่นเป็นข้อดีจาการมีระบบการรับรู้ที่สมบูรณ์ แต่ขีดจำกัดที่ว่านี้คือความเห็นต่าง ความคิดสร้างสรรค์ หรือความคิดนอกกรอบต่างหาก คนเราเห็นเหมือนกัน รู้สึกจากการสัมผัสใกล้เคียงกัน ได้กลิ่นเหมือนกัน ได้ยินเป็นเสียงเดียวกัน ทำอย่างไรให้สมองประมวลผลได้คำตอบที่ต่างกันโดยมีประสบการณ์เป็นตัวโน้ม น้าวอยู่เบื้องหลัง เป็นการยากที่คนธรรมดาทั่วไปจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่คนตาบอดทำได้ เพราะตัดข้อจำกัดออกไปส่วนหนึ่ง คือการมองเห็น บวกกับประเด็นแรกที่ผมอธิบายก่อนหน้านี้ทำให้สมองผลิตจินตนาการได้หลายหลาย มาก แต่อยู่ในลักษณะของความน่าจะเป็นของแต่ละอย่างที่นึกคิดออกมาได้ ไม่ใช่การระบุได้อย่างแม่นยำ ซึ่งความแม่นยำนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นหรือรับรู้ได้เหมือนกัน โดยทางเทคนิคแล้วคนตาบอดมีโอกาสที่จะเป็นคนผลิตความคิดนอกกรอบหรือนักนวัต กรรมชั้นดี แต่การยอมรับนั้นเป็นเรื่องของการจัดการกับการตลาดส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่สำคัญกว่าคือปัญหาสามัญสำนึกของคนในสังคมที่มองว่าคนตาบอดคือผู้ ด้อยโอกาสหรือเป็นผู้มีขีดความสามารถที่จำกัด สิ่งที่นำเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งในหลายๆ ความคิดที่เราสามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติของสังคม สร้างความภูมิใจ ให้ความสำคัญ และลดปมด้อยในใจของผู้พิการด้วยข้อเท็จจริง.
เกี่ยวกับ Bookbar : http://bookbar.exteen.com
เกี่ยวกับโรงเรียนสอนคนตาบอด : http://www.blind.or.th/School.htm
เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553
CAI
CAI
CAI ย่อมาจาก computer-assisted instruction หรือ computer-aided instruction คำนี้เป็นศัพท์ในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ และสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์ว่า “ซีเอไอ” หรือ “การสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วย” แต่คนทั่วไปนิยมเรียกว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” ซึ่งมักอ้างอิงถึงซอฟแวร์ทางการศึกษาชนิดหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเรียนการสอน CAI มีลักษณะเด่นสามประการคือ ประหยัด ได้ผล และฉลาด
ประเภทของบทเรียน
เราจะเข้าใจ CAI ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาถึงชนิดหรือประเภทต่างๆ ของมัน ซึ่งมีดังนี้:
• ฝึกทบทวน (Drill and Practice) ถือว่าทักษะต่างๆที่ได้ถูกนำเสนอมา และการฝึกฝนปฏิบัติต่อไปให้มากขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ
• สอนเนื้อหาใหม่ (Tutorial) กิจกรรมการสอนเนื้อหาใหม่นี้รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลและเพิ่มเติมเป็นงานใน รูปแบบต่างๆ รวมถึงการฝึกทบทวน (drill and practice) เกมส์ (games) และการจำลองสถานการณ์ (simulation)
• แก้ปัญหา (Problem Solving) ซอฟแวร์การแก้ปัญหาสอนทักษะและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่อง
• จำลองสถานการณ์ (Simulation) ซอฟแวร์จำลองสถานการณ์สามารถจัดเตรียมสภาพที่คล้ายคลึงกับความเป็นจริง ซึ่งการจำลองไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตจริง หรือไม่เสี่ยงอันตราย
• เกมการศึกษา (Educational Game) ซอฟแวร์เกมส์สร้างการแข่งขันเพื่อให้ได้รับคะแนนสูงสุดและเอาชนะคู่แข่งหรือเอาชนะคอมพิวเตอร์ หรือทั้งสองอย่าง
• ค้นพบ (Discovery) ซอฟแวร์การค้นพบจัดเตรียมฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เฉพาะเจาะจงไปยังแนวความคิดหนึ่งๆ หรือขอบเขตเนื้อหาหนึ่ง และท้าทายผู้เรียนให้วิเคราะห์ เปรียบเทียบ วินิจฉัย และหาค่า โดยยึดการสำรวจข้อมูลของเขาเป็นหลัก
ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา CAI แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มคือ:
1. ภาษาโปรแกรมระดับสูง (high-level languages) เช่น BASIC, Pascal, Logo และ C
2. ภาษานิพนธ์บทเรียน (authoring languages) เช่น Coursewriter, Pilot และ Tutor
3. ระบบนิพนธ์บทเรียน (authoring systems) เช่น PHOENIX, DECAL, Icon-Author, InfoWindow, LS1, SOCRATIC และ Authorware
4. เครื่องช่วยนิพนธ์บทเรียน (authoring utilities) ซึ่งแบ่งออกได้อีกหลายชนิด เช่น lesson shell (ตัวอย่างโปรแกรม: Apple Shell Games), code generator (ตัวอย่างโปรแกรม: Screen Sculptor) และ library routines
สำหรับระบบนิพนธ์บทเรียนของคนไทยที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ได้แก่ โปรแกรมจุฬา C.A.I. ของ นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ซึ่งได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527
การตัดสินเลือกใช้เครื่องมือชนิดใด หรือการพิจารณาว่าเครื่องมือใดเหมาะกับคุณ ขอให้เริ่มคิดเสียก่อนว่า แท้ที่จริงแล้ว มีความจำเป็นเพียงใดที่จะต้องสร้างบทเรียนนั้น บางที บทเรียนที่คุณต้องการ อาจมีวางจำหน่ายอยู่แล้ว และหากว่าไม่มี ก็ขอให้คิดถึงการสร้างบทเรียนด้วยระบบนิพนธ์บทเรียน เนื่องจากใช้งานง่ายและช่วยประหยัดเวลาได้มากในการพัฒนาบทเรียน ทั้งนี้ ให้เข้าใจว่า บทเรียน CAI โดยทั่วไปที่ใช้สอนได้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงนั้น ต้องการเวลาในการพัฒนากว่า 200 ชั่วโมงทีเดียว
การออกแบบระบบการเรียนการสอน
(Instructional System Design หรือ ISD)
(คลิกภาพเพื่อดูรายละเอียด)
การออกแบบระบบการเรียนการสอน
ที่มา: CAI & E-Learing คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
บางท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า ADDIE มาบ้าง ADDIE ไม่ใช่ชาวอเมริกันที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย หากแต่เป็นขั้นตอนในการออกแบบระบบการเรียนการสอนที่เราใช้ในการพัฒนาสื่อการ เรียนการสอน ซึ่งเราใช้มันในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยเช่นกัน กระบวนการในการออกแบบระบบการเรียนการสอนนี้ ประกอบด้วยการดำเนินงานต่างๆ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นวิเคราะห์ (Analysis)
กำหนดเนื้อหาที่จำเป็นจะต้องสอน
2. ขั้นออกแบบ (Design)
เลือกวิธีการและวัสดุที่จะใช้ในการสอน จัดระเบียบวัสดุให้อยู่ในรูปแบบที่มีประสิทธิผล
3. ขั้นพัฒนา (Developing)
ทำให้วัสดุที่จะใช้สำหรับวิธีการที่เลือกมีความสมบูรณ์มากขึ้น
4. ขั้นลงมือ (Implementation)
ติดตั้งและรัน (install and run) โปรแกรมการสอนลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องเรียน หรือในสภาพที่ใช้ในการเรียนรู้
5. ขั้นประเมินผล (Evaluation)
ระบุถึงผลลัพธ์ที่ได้ ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการสอนที่ต้องการหรือไม่
ที่มา:http://www.thaicai.com/cai
CAI ย่อมาจาก computer-assisted instruction หรือ computer-aided instruction คำนี้เป็นศัพท์ในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ และสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์ว่า “ซีเอไอ” หรือ “การสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วย” แต่คนทั่วไปนิยมเรียกว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” ซึ่งมักอ้างอิงถึงซอฟแวร์ทางการศึกษาชนิดหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเรียนการสอน CAI มีลักษณะเด่นสามประการคือ ประหยัด ได้ผล และฉลาด
ประเภทของบทเรียน
เราจะเข้าใจ CAI ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาถึงชนิดหรือประเภทต่างๆ ของมัน ซึ่งมีดังนี้:
• ฝึกทบทวน (Drill and Practice) ถือว่าทักษะต่างๆที่ได้ถูกนำเสนอมา และการฝึกฝนปฏิบัติต่อไปให้มากขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ
• สอนเนื้อหาใหม่ (Tutorial) กิจกรรมการสอนเนื้อหาใหม่นี้รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลและเพิ่มเติมเป็นงานใน รูปแบบต่างๆ รวมถึงการฝึกทบทวน (drill and practice) เกมส์ (games) และการจำลองสถานการณ์ (simulation)
• แก้ปัญหา (Problem Solving) ซอฟแวร์การแก้ปัญหาสอนทักษะและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่อง
• จำลองสถานการณ์ (Simulation) ซอฟแวร์จำลองสถานการณ์สามารถจัดเตรียมสภาพที่คล้ายคลึงกับความเป็นจริง ซึ่งการจำลองไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตจริง หรือไม่เสี่ยงอันตราย
• เกมการศึกษา (Educational Game) ซอฟแวร์เกมส์สร้างการแข่งขันเพื่อให้ได้รับคะแนนสูงสุดและเอาชนะคู่แข่งหรือเอาชนะคอมพิวเตอร์ หรือทั้งสองอย่าง
• ค้นพบ (Discovery) ซอฟแวร์การค้นพบจัดเตรียมฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เฉพาะเจาะจงไปยังแนวความคิดหนึ่งๆ หรือขอบเขตเนื้อหาหนึ่ง และท้าทายผู้เรียนให้วิเคราะห์ เปรียบเทียบ วินิจฉัย และหาค่า โดยยึดการสำรวจข้อมูลของเขาเป็นหลัก
ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา CAI แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มคือ:
1. ภาษาโปรแกรมระดับสูง (high-level languages) เช่น BASIC, Pascal, Logo และ C
2. ภาษานิพนธ์บทเรียน (authoring languages) เช่น Coursewriter, Pilot และ Tutor
3. ระบบนิพนธ์บทเรียน (authoring systems) เช่น PHOENIX, DECAL, Icon-Author, InfoWindow, LS1, SOCRATIC และ Authorware
4. เครื่องช่วยนิพนธ์บทเรียน (authoring utilities) ซึ่งแบ่งออกได้อีกหลายชนิด เช่น lesson shell (ตัวอย่างโปรแกรม: Apple Shell Games), code generator (ตัวอย่างโปรแกรม: Screen Sculptor) และ library routines
สำหรับระบบนิพนธ์บทเรียนของคนไทยที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ได้แก่ โปรแกรมจุฬา C.A.I. ของ นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ซึ่งได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527
การตัดสินเลือกใช้เครื่องมือชนิดใด หรือการพิจารณาว่าเครื่องมือใดเหมาะกับคุณ ขอให้เริ่มคิดเสียก่อนว่า แท้ที่จริงแล้ว มีความจำเป็นเพียงใดที่จะต้องสร้างบทเรียนนั้น บางที บทเรียนที่คุณต้องการ อาจมีวางจำหน่ายอยู่แล้ว และหากว่าไม่มี ก็ขอให้คิดถึงการสร้างบทเรียนด้วยระบบนิพนธ์บทเรียน เนื่องจากใช้งานง่ายและช่วยประหยัดเวลาได้มากในการพัฒนาบทเรียน ทั้งนี้ ให้เข้าใจว่า บทเรียน CAI โดยทั่วไปที่ใช้สอนได้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงนั้น ต้องการเวลาในการพัฒนากว่า 200 ชั่วโมงทีเดียว
การออกแบบระบบการเรียนการสอน
(Instructional System Design หรือ ISD)
(คลิกภาพเพื่อดูรายละเอียด)
การออกแบบระบบการเรียนการสอน
ที่มา: CAI & E-Learing คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
บางท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า ADDIE มาบ้าง ADDIE ไม่ใช่ชาวอเมริกันที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย หากแต่เป็นขั้นตอนในการออกแบบระบบการเรียนการสอนที่เราใช้ในการพัฒนาสื่อการ เรียนการสอน ซึ่งเราใช้มันในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยเช่นกัน กระบวนการในการออกแบบระบบการเรียนการสอนนี้ ประกอบด้วยการดำเนินงานต่างๆ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นวิเคราะห์ (Analysis)
กำหนดเนื้อหาที่จำเป็นจะต้องสอน
2. ขั้นออกแบบ (Design)
เลือกวิธีการและวัสดุที่จะใช้ในการสอน จัดระเบียบวัสดุให้อยู่ในรูปแบบที่มีประสิทธิผล
3. ขั้นพัฒนา (Developing)
ทำให้วัสดุที่จะใช้สำหรับวิธีการที่เลือกมีความสมบูรณ์มากขึ้น
4. ขั้นลงมือ (Implementation)
ติดตั้งและรัน (install and run) โปรแกรมการสอนลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องเรียน หรือในสภาพที่ใช้ในการเรียนรู้
5. ขั้นประเมินผล (Evaluation)
ระบุถึงผลลัพธ์ที่ได้ ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการสอนที่ต้องการหรือไม่
ที่มา:http://www.thaicai.com/cai
วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ทฤษฎีมุมกล้อง
บทที่ 5 : มุมกล้อง และ ศัพท์เทคนิค การกำหนดมุมกล้องได้ดีจะสามารถสื่อความหมายได้ดีตามไปด้วย มาดูมุมกล้องที่สำคัญๆกันหน่อย ว่าด้วยเรื่องขนาดภาพ 1. C.U. ย่อมาจาก Close up ชื่อในวงการเรียก ซียู ![]() ภาพ CU จะใช้สำหรับเจาะรายละเอียดบนใบหน้า (หรือส่วนอื่นๆก็ได้) เน้นความสำคัญเล็ก ในรายละเอียดของ object นั้นๆขนาดของภาพจะเห็นประมาณ หัวถึงคาง เรียกว่า CU ดังภาพ 2. M.S. ย่อมาจาก Medium Shot ชื่อในวงการคือ มีเดี้ยม ![]() ภาพขนาดมีเดี้ยม จะเริ่มตั้งแต่หัวถึงเอว หรือลงมาอีกหน่อยถึงเข่าก็ได้ แยกย่อยเป็น medium close up , medium Long shot และอื่นๆภาพขนานนี้จะเน้นที่ตัว object รวม ๆ เห็นรายละเอียดในภาพรวม สามารถถ่ายทอด movement ของ object ได้ในระดับนึง 3. L.S. ย่อมาจาก Long Shot ชื่อในวงการ ลองฉอต ![]() ภาพลองฉอต เป็นภาพระยะไกล เห็นรายละเอียดของ สภาพแวดล้อม ว่าทำอะไรที่ไหน ส่วนใหญ่จะใช้เล่าเกี่ยวกับสถานที่ เวลา (ใช้ในการอื่นก็มีเหมือนกัน) 4. E L S ย่อมากจาก Extra logn shot ชื่อในวงการ เอ็กตร้าลองฉอต ![]() ภาพขนาดโคตรกว้าง บางทีแทบจะไม่เห็นตัว object เลยก็ได้ เน้นสนาที่ลูกเดียวให้เห็นถึงความกว้าง ความใหญ่ ความสูง หรือความแตกต่างระหว่าง สถามที่กับ object 5. E C U ย่อมาจาก Extream Close Up ชื่อในวงการ เอ็กตรีมโคสสอัพ ![]() ภาพขนาดโคตรใกล้ เก็นรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น เม็ดเหงื่อบนจมูก ภาพสะท้อนในดวงตา บางที่เป็นฉากโคตรซูมเห็นชั้นผิวหนังว่ามีคอลาเจนในชั้นผิวมากน้อยแค่ไหนก็ได้ ว่าด้วยเรื่องมุมกล้อง และการถ่าย เอาล่ะต่อด้วยมุมกล้องต่อ 1. Bird eye view (ผมสับสนมานานว่าเรียกว่า ภาพมูมสูง หรือมุมต่ำกันแน่ เรียนกับหลายคนไม่ตรงกันซักทีเรียกว่า มุมพี่เบิร์ดล่ะกัน) ![]() ภาพมุมพี่เบิร์ด คือภาพแทนสายตาของนกเวลามองวัตถุ (น่าจะเรียกมุมสูงนะ) สามาถถ่ายทอดความรู้สึก ได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นหดหู่ หรือดูต่ำต้อย บางทีก็ใช้ภาพมุมสูงเพื่อให้เห็นความอลังการของฉาก ก็ได้นะเช่นภาพคนใส่สูทดำเป็นร้อยๆ คนมีคนทะลึ่งใสสีแดงอยู่คนเดียว อย่างนี้ใช้ภาพมุมพี่เบิร์ดจะเห็นได้ชัดมาก 2. Worm eye view (มุมตาหนอน) ![]() ภาพที่กล้องอยู่ต่ำกว่าวัตถุ (น่าจะเรียกภาพมุมต่ำนะ) แทนกล้องเป็นหนอนน้อย ภาพมุมนี้สามารถบอกว่า วัตถุดูน่ากลัว หรือยิ่งใหญ่ แค่ไหนได้ 3. Pan (แพน) เป็นเทคนิคการเคลื่อนกล้องจากซ้าย ไป บวา หรือ บวามาซ้ายก็ได้ เราจะเรียกว่าแพน ใช้ในหลายกรณีมากๆไม่ว่าจะเป็นบอกเรื่องราว เชื่อมระหว่างสถานที่นึงไปอีกสถานที่นึง 4. Tilt (ทิ้ว) เหมือน pan เลย แต่เปลี่ยนเป็น จากบนลงล่าง หรือ ล่างขึ้นบน ก็ได้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคคร่าว ๆ ของการกำหนดมุมกล้องนะจ๊ะ ไม่ได้ใช้แค่ Flash นะ สามารถใช้กับการถ่ายทำจริงๆ ได้อีกด้วย ต้องเล่าเรื่องได้ดีถ่ายทอดเรื่องราวด้วยมุมกล้องให้เป็นด้วยนะ อ้างอิง |
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)







